สร้างทีมงานให้แข็งแกร่ง

การบริหารงานองค์กรในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจหรือองค์กรราชการก็ตาม ต่างมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบาย ลักษณะวิธีปฏิบัติงาน กระบวนการตัดสิน การพัฒนาบุคลากร ทั้งในแง่ลักษณะงานและทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน

 

ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรสามารถอยู่รอดและเจริญก้าวหน้า ภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของปัจจัยภายนอก เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 

 

ดังนั้น เทคนิคการสร้างทีมงานหรือการพัฒนาทีมงานให้แข็งแกร่ง จึงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เพราะเป็นเทคนิคการทำงานโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในองค์กร ผู้ปฏิบัติงานในระดับต่าง ๆ เข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจมากขึ้นกว่าในอดีตในประเทศตะวันตกและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในวงการธุรกิจ ก็เพราะการนำเอาเทคนิคการสร้างทีมงานมาใช้เป็นสำคัญ

 

ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับทีมงาน

ความสนใจศึกษาทฤษฎีและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับองค์กรได้มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในปลายปี ค.ศ.1930 จากผลการศึกษาวิจัยโดยกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัย โดยได้ทำการศึกษาทดลองกลุ่มพนักงานในบริษัท เอสเทิร์น อิเล็กตริก คณะผู้วิจัยพบว่า องค์ประกอบที่มีผลอย่างสำคัญที่สุดต่อประสิทธิผลของการปฏิบัติงานในองค์กร ก็คือการสร้างความรู้สึกในการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่ม ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับปฏิสัมพันธ์ของพนักงานที่เพิ่มขึ้น 

 

1.Mays ได้ชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีอยู่ดังนี้ 

-หัวหน้ามีความสนใจในผลสำเร็จของพนักงานแต่ละคน 

-หัวหน้ามีความภาคภูมิใจในสติของกลุ่ม

-หัวหน้าช่วยเหลือกลุ่มให้ทำงานร่วมกันและวางเงื่อนไขในการทำงานเอง

-หัวหน้าประกาศผลสะท้อนกลับจากการทำงานด้วยความซื่อสัตย์

-กลุ่มมีความภาคภูมิใจในผลสำเร็จของตนเอง และมีความพอใจที่บุคคลภายนอกให้ความสนใจต่อสิ่งที่เขาทำได้ 

-ทางกลุ่มไม่ได้มีความรู้สึกว่าตัวเองถูกกดดันให้เปลี่ยนแปลง

-ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ทางกลุ่มจะปรึกษาหารือกันก่อน 

-ทางกลุ่มจะพัฒนาความรู้สึกในความมั่นใจและเปิดเผย 

สภาวะดังกล่าวข้างต้นเป็นผลงานวิจัยในปี 1928 และเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้บริหาร สำหรับพัฒนาทีมงานให้มีประสิทธิผลจวบจนปัจจุบัน 

 

2.Douglas McGregor และ Pens is likert ได้มีการศึกษาวิจัยถึงการบริหารทีมงานให้มีประสิทธิภาพสูง โดยมีข้อสรุปว่า “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของวัตถุประสงค์ เป็นคุณลักษณะที่สำคัญต่อความสำเร็จของหน่วยงาน” ผู้บริหารจึงต้องเรียนรู้ให้ทันต่อความเข้าใจของคนทุกคน มิใช่เพียงคนใดคนหนึ่ง แม้การปฏิบัติงานที่ดีต้องมีการแบ่งแยกออกตามความชำนาญเฉพาะอย่างของแต่ละบุคคล แต่กระนั้นแต่ละคนก็มีส่วนรับผิดชอบต่อความสำเร็จของงานถึง 100 เปอร์เซ็นต์ 

 

ลักษณะทีมงานที่มีประสิทธิภาพในความเห็นของแมกเกรเกอร์ ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ 

-บรรยากาศ ต้องให้ดูเหมือนจะเป็นแบบไม่เป็นทางการ มีความรู้สึกสบาย ไม่เครียด เป็นบรรยากาศที่คนอยากเข้าร่วมทำงาน ไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงความน่าเบื่อหน่าย

-มีการอภิปราย ให้ทุกคนมีส่วนร่วม แต่การอภิปรายยังต้องตรงกับงานของกลุ่ม ถ้าหากมีการอภิปายออกนอกเรื่อง สมาชิกคนใดคนหนึ่งก็จะนำให้กลับมายังเรื่องงานของกลุ่ม

-สมาชิกเข้าใจและยอมรับงานหรือจุดมุ่งหมายของกลุ่ม จะมีการอภิปรายจุดมุ่งหมายในบางจุดโดยอิสระ จนกว่าจะมีการยอมรวบรวมผลโดยที่สมาชิกทุกคนจะปฏิบัติตาม 

-สมาชิกจะรับฟังซึ่งกันและกัน การอภิปรายจะไม่มีการข้ามจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์ แนวคิดทุกแนวคิดต่างรับฟังซึ่งกันและกัน ทุกคนจึงอยากจะแสดงออกในความคิดสร้างสรรค์ของตน โดยไม่กลัวจะถูกกล่าวหาว่าไม่ฉลาดหรือไม่เข้าท่า 

-การแก้ปัญหาของกลุ่มมักจะทำด้วยเหตุผล ไม่ใช่การใช้อำนาจให้ผู้อื่นยอมรับ แม้บางครั้งอาจมีการไม่เห็นด้วยบางอย่างระหว่างสมาชิก แต่กลุ่มก็จะยอมรับในปัญหาดังกล่าว โดยไม่เอาปัญหาเหล่านั้นมาเป็นอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกัน 

-การตัดสินใจแต่ละครั้งจะมีความชัดเจนและทุกคนก็เห็นด้วย และพร้อมที่จะปฏิบัติตามแนวทางของการตัดสินใจนั้น ๆ 

-การวิพากษ์วิจารณ์จะมีอยู่เป็นประจำ แต่เป็นไปอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา และทุกคนก็รู้สึกสบายใจ ไม่มีการกล่าวโจมตีเป็นส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นไปโดยเปิดเผยหรือไม่เปิดเผย การวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นไปในทางสร้างสรรค์ เพื่อกำจัดอุปสรรคที่เผชิญหน้ากลุ่ม และที่ขัดขวางการทำงานให้สำเร็จ

-สมาชิกมีอิสระในการแสดงแนวความคิดต่อปัญหาและการทำงานของกลุ่ม ทุกคนรู้ความรู้สึกของแต่ละคนในการอภิปรายเกี่ยวกับการทำงาน

-เมื่อมีการปฏิบัติ การมอบหมายหน้าที่จะต้องชัดเจนและเป็นที่ยอมรับ

-ประธานของกลุ่มจะไม่ใช้อำนาจบังคับสมาชิกในกลุ่ม ตรงกันข้ามจะถือว่าแต่ละคนเป็นทรัพยากรที่มีค่าของกลุ่ม เพราะทุกคนมีความรู้และประสบการณ์ที่ต่างกัน จึงสามารถทำประโยชน์ให้กับทางกลุ่มได้เป็นอย่างดี 

-กลุ่มจะตระหนักในตัวเองเกี่ยวกับการทำงาน และหากมีอุปสรรคอะไรที่กระทบต่อการทำงาน หรือมีพฤติกรรมของสมาชิกของคนที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ก็จะมีการอภิปรายกันอย่างเปิดเผย เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว 

 

ลักษณะของกลุ่มทำงานที่มีประสิทธิภาพในทรรศนะของไลเคิร์ท

ผลการศึกษาในเรื่องนี้ของไลเคิร์ท มีประโยชน์ต่อการสร้าง-การพัฒนาทีมงานในหลายแง่มุม ดังนี้

-สมาชิกมีทักษะในทุกภาวะผู้นำ และบทบาทของการเป็นสมาชิก ตลอดจนการทำงานเพื่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกและระหว่างสมาชิกด้วยกัน

-กลุ่มจะคงอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์ของการทำงานที่ดีระหว่างสมาชิกด้วยกัน 

-สมาชิกในกลุ่มมีความจงรักภักดีต่อสมาชิกด้วยกัน รวมทั้งผู้นำด้วย

-สมาชิกกับผู้นำมีความมั่นใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน 

-คุณค่าและเป้าหมายของกลุ่มจะเป็นบรรณาการและการแสดงออกที่น่าพอใจในคุณค่าและเป้าหมาย ความต้องการของสมาชิกทุกคนได้ช่วยดัดแปลงค่านิยมและเป้าหมายเหล่านี้ เพื่อให้เป็นที่น่าพอใจสำหรับตนเอง 

-เนื่องจากสมาชิกของกลุ่มมีหน้าที่ในการทำงานที่เชื่อมโยงระหว่างกัน เขาจึงมีคุณค่ารวมทั้งเป้าหมายของกลุ่มที่เชื่อมกันด้วยความสามัคคี 

-คุณค่ามีความสำคัญต่อกลุ่มมากเท่าใด สมาชิกก็น่าจะพอใจและยอมรับมากเท่านั้น 

-สมาชิกกลุ่มจะถูกจูงใจด้วยคุณค่าที่สำคัญ และต้องการทำให้เป้าหมายสำคัญของกลุ่มบรรลุผล

-กิจกรรมปฏิสัมพันธ์ การแก้ปัญหา การตัดสินใจของกลุ่มเกิดขึ้นในบรรยากาศของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น แนวคิด ข่าวสาร การวิพากษ์วิจารณ์จะอยู่ในรูปช่วยเหลือกัน มีการเคารพในทรรศนะของสมาชิกแต่ละคน 

-กลุ่มมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือให้สมาชิกแต่ละคนได้พิจารณาศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ 

-สมาชิกแต่ละคนยอมรับเป้าหมายและความคาดหวังที่ปัจเจกบุคคลและกลุ่มตั้งขึ้นด้วยความเต็มใจ ไม่มีการสร้างบรรยากาศซึ่งทำให้เกิดความเครียดในการทำงาน 

-บรรยากาศของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของกลุ่มทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้น

-สมาชิกแต่ละคนมีแรงจูงใจสูงในการติดต่อสื่อความหมายอย่างเต็มที่และเปิดเผยต่อกลุ่ม ทำให้สนองต่อประโยชน์ของเป้าหมายกลุ่ม

-กระบวนการของกลุ่มทำงานที่มีประสิทธิผล จะช่วยให้สมาชิกสามารถสร้างอิทธิพลสื่อความหมายไปยังหัวหน้าได้มากขึ้น 

-หัวหน้ากลุ่มทำงานที่มีประสิทธิผล จะถูกคัดเลือกอย่างรอบคอบ 

 

ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดของนักคิดต่าง ๆ แต่เนื่องจากทีมงานมีความแตกต่างกันไป ดังนั้น ลักษณะของการสร้างทีมงานจึงต้องแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งผู้บริหารและพนักงานต้องเข้าใจในข้อนี้ด้วย เพื่อควาสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายขององค์กร 

 

 

โดย รศ.นงลักษณ์ สุทธิวัฒนพันธ์

 

วันที่ 1 เม.ย. 2557