ภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่ม

“ยิ่งหวาน ยิ่งจ่ายแพง”

 

          


          ผมเชื่อว่าไม่นานมานี้หลายคนคงจะได้ยินข่าวเรื่องภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่ม คงมีคำถามตามมาว่าแล้วทำไมจึงจะต้องมีการจัดเก็บภาษีนี้? วันนี้ผมมีคำตอบครับ เหตุผลเนื่องจากแนวโน้มคนไทยมีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากการบริโภคอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยนิยมบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง จากสถิติที่ได้ทำวิจัยสำรวจพบว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลสูงมากเฉลี่ยปีละ 30 กิโลกรัมต่อคน หรือวันละ 20 ช้อนชา ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่องค์กรอนามัยโลกแนะนำถึง 3 เท่า ที่น่าตกใจกว่านั้น ประเทศไทยติดอันดับ 9 ของโลกจากการจัดอันดับประเทศที่ประชากรบริโภคน้ำตาลในปริมาณสูง และจากข้อมูลรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยกระทรวงสาธารณสุขพบว่า คนไทยกว่า 1 ใน 3 กำลังเผชิญกับการเป็นโรคอ้วนลงพุง
          หากศึกษาเชิงลึกในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับโลกยังได้อธิบายผลของการเกิดโรคอื่น ๆ ตามมาจากการรับประทานน้ำตาลในปริมาณสูงเกินความจำเป็นไว้ว่า “น้ำตาลส่วนเกิน (Excess Sugar) ที่บริโภคเข้าไปจะไปจับตัวกับโปรตีนในร่างกายก่อเป็นสารสนิมที่เรียกว่า AGEs (Advanced Glycation End Products) สารสนิมนี้ทำให้เราแก่ก่อนวัย ผิวเหี่ยวย่นมีริ้วรอยก่อนวัยอันควรและเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และยังส่งผลต่อการพัฒนาการทางด้านความคิดและความจำลดลง เป็นต้น”
          ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สภาการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จึงได้เสนอมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ สาระสำคัญคือ การเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่ม อาทิ น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ ที่มีน้ำตาลสูงเกินมาตรฐานที่กำหนด
          ปัจจุบันเครื่องดื่มสำเร็จรูปต่าง ๆ ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดเกือบทั้งหมดมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์อยู่ที่ 9-19 กรัมต่อ 100 มล. สูงกว่าค่าน้ำตาลที่เหมาะสมที่ 6 กรัมต่อ 100 มล. โดยเสนอให้มีการจัดเก็บใน 2 อัตรา ตามความเข้มข้นของน้ำตาล คือ ปริมาณน้ำตาลที่มากกว่า 6-10 กรัมต่อ 100 มล. จัดเก็บภาษีในอัตราไม่น้อยกว่า 20% ของราคาขายปลีก และปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 กรัมต่อ 100 มล. จัดเก็บภาษีในอัตราไม่น้อยกว่า 25% ของราคาขายปลีก
          ดังนั้นในอนาคตหากมีการบังคับใช้มาตรการภาษีดังกล่าว ก็จะทำให้ราคาขายปลีกของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐานมีราคาสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตราการบริโภคเครื่องดื่มชนิดดังกล่าวลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเป็นการกระตุ้นผู้ผลิตทางอ้อม ให้ผลิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำเป็นทางเลือกให้ประชาชนในการบริโภคเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพได้มากขึ้น
          ซึ่งเป็นผลดีต่อประชาชนและผู้ผลิตเองก็มีภาพลักษณ์ที่ดีในสังคม และรัฐบาลยังสามารถนำรายได้ที่ได้จากการจัดเก็บภาษีไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมถึงจัดการปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคน้ำตาลได้อีกด้วย ในหลายประเทศ เช่น ประเทศฮังการี เม็กซิโก ก็ประสบความสำเร็จจากมาตรการเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงได้จริง อย่างไรก็ดีอาจเสริมด้วยมาตรการอื่นๆ ที่มิใช่ภาษีเพื่อเพิ่มผลความสำเร็จ เช่น ให้ความรู้แก่ประชาชนให้ตระหนักถึงผลเสียของการบริโภคน้ำตาลเกินขนาดซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและดูแลสุขภาพตัวเองในระยะยาว “น้ำตาล” หวานซ่อนอันตราย

 

         

 

          เรื่องระดับโลกที่องค์กรอนามัยโลก (WHO) รณรงค์ให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหานี้เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน สิ่งนี้จะสำเร็จได้ก็ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ในด้านการรณรงค์และสร้างการรับรู้แก่ประชาชนไทยจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการลดพุงลดโรค ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ที่ทุกคนคุ้นหู หรือแม้แต่มาตรการภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มที่ได้กล่าวถึง การดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้ส่งสัญญาณที่ดีที่จะนำพาประเทศไปสู่การมีโภชนาการที่ดีแบบยั่งยืนต่อไปในอนาคต สำหรับภาคเอกชน บรรษัทยุคใหม่จึงไม่สามารถคำนึงถึงเป้าหมายกำไรสูงสุดแต่เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป หากแต่จะต้องคำนึงถึงการทำการตลาดอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่รวมถึงสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญด้วย

Cr. นิติพงศ์ ศิวพรเสถียร / ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด/ บุคคลคุณภาพปี 2015

วันที่ 29 มิ.ย. 2560