โรคเกาต์ (Gout)

          โรคเกาต์เป็นโรคข้อซึ่งเกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานานจนตกตะกอน ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ ซึ่งโรคนี้รักษาให้หายขาดได้หากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง
          อาการของโรคแบ่งเป็น 3 ระยะคือ 1.ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน มักเกิดที่ข้อหัวแม่เท้า หรือข้อเท้า ข้อปวดบวมแดงรุนแรงใน 24 ชั่วโมงแรก หากไม่รักษาสามารถหายได้เองใน 5-7 วัน และส่วนใหญ่จะเป็นซ้ำ ๆ 2.ระยะไม่มีอาการ หลังจากข้ออักเสบหาย ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ 3.ระยะเรื้อรัง หลังจากมีอาการซ้ำ 3-5 ปี ข้ออักเสบจะมีจำนวนมากขึ้น ลามมาที่ข้ออื่น ๆ และเกิดก้อนจากผลึกของกรดยูริกขนาดโตขึ้นเรื่อย ๆ อาจแตกเห็นเป็นผงขาวนวลคล้ายชอล์ก
          กรดยูริกส่วนใหญ่ร่างกายสร้างเอง มีเพียงส่วนน้อยไม่ถึงร้อยละ 20 ที่ได้รับจากอาหาร คนปรกติค่าในเลือดจะอยู่ในระดับไม่เกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในเพศชายและหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ส่วนหญิงในวัยที่ยังมีประจำเดือนจะมีระดับไม่เกิน 6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ค่าที่สูงเกินกว่าระดับดังกล่าวถือว่ามี “ภาวะกรดยูริกสูง”
          ภาวะกรดยูริกสูงนี้สัมพันธ์กับภาวะอ้วน, พันธุกรรมในครอบครัว, ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ และยาแอสไพริน, โรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง, อาหารที่มีกรดยูริกสูง และเหล้า-เบียร์ ดังนั้น ควรลดน้ำหนักตัว งดเหล้า-เบียร์ และลดปริมาณอาหารที่มีกรดยูริกสูง คนที่มีระดับกรดยูริกสูงจนทำให้เกิดโรคมีเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น โดยเป็นโรคเกาต์ และ/หรือเป็นนิ่วในไต กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการเท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา
          อาหารที่ทำให้มีกรดยูริกสูงที่สำคัญได้แก่ เหล้าและเบียร์ เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ, ไต, สมอง และอาหารทะเล นอกจากนี้มีข้อมูลว่าอาหารประเภทที่มีไขมันสูง ขนมปัง ขนมเค้ก น้ำหวาน และน้ำผลไม้ที่มีรสหวาน อาจเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือดได้ ส่วนสัตว์ปีกและสัตว์เนื้อแดงที่มีปริมาณไขมันน้อยไม่จำเป็นต้องงด ยกเว้นในผู้ป่วยรายที่มีประวัติว่ามีการกำเริบชัดเจนหลังรับประทานอาหารดังกล่าว สำหรับอาหารมังสวิรัติและผักส่วนใหญ่มีปริมาณกรดยูริกค่อนข้างน้อย สามารถรับประทานได้ตามปรกติ
          ยาที่ใช้รักษามี 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยาควบคุมอาการข้ออักเสบ เพื่อป้องกันการกำเริบของข้ออักเสบ ได้แก่ ยาโคลชิซิน และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ควรให้ในระยะสั้นจนข้ออักเสบหายดี โดยแพทย์จะพิจารณาให้ในขนาดที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากอาจมีข้อห้ามในผู้ป่วยบางราย
          ยาในกลุ่มนี้โดยเฉพาะยาโคลชิซินสามารถให้ในขนาดต่ำเพื่อลดและควบคุมการกำเริบของข้ออักเสบในระยะยาวจนกว่าจะคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้ และยาควบคุมระดับกรดยูริก ประกอบด้วย ยาลดการสร้างกรดยูริก ที่สำคัญได้แก่ ยาอัลโลพิวรินอล และยาเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต ได้แก่ ยาโปรเบ็นนาซิด, ยาเบนโบรมาโรน และ ยาซัลฟินไพราโซน
          แพทย์จะเริ่มยากลุ่มนี้เมื่อข้ออักเสบหายดี และปรับขนาดยาจนคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้ในระดับ 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และให้ยาต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ การใช้ยาจึงควรใช้อย่างระมัดระวังและเลือกใช้เฉพาะรายโดยแพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากมีผลข้างเคียง และอาจมีผลกระทบต่อระดับยาบางชนิดได้
          อย่างไรก็ตาม การรักษาตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะได้ผลการรักษาดีมาก หากเริ่มรักษาช้าต้องอาศัยระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้ได้ผลดีและก้อนยุบลง ข้ออักเสบจะหายและก้อนตะปุ่มตะป่ำจะยุบราบเป็นปรกติได้
          ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยมีดังนี้ 1.พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษา 2.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ได้แก่ การหยุดยาเอง/ รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ การดื่มเหล้า-เบียร์ ในรายที่อาหารที่มีกรดยูริกสูงบางชนิดกระตุ้นการกำเริบของโรคควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว การนวด/บีบข้อ เป็นต้น 3 รักษาโรคร่วมและดูแลสุขภาพ ที่สำคัญได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันสูง, โรคหัวใจ, นิ่วในไต, โรคอ้วน และควรงดสูบบุหรี่ และ 4.ไม่ห้ามอาหารใด ๆ ยกเว้นบางรายที่มีข้ออักเสบเมื่อรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าวชั่วคราว แต่เมื่อคุมระดับกรดยูริกได้แล้วจะรับประทานอาหารได้ทุกประเภท

          ขอบคุณภาพจาก :  www.corbisimages.co

วันที่ 14 มิ.ย. 2559