ทะเลสาบอาถรรพณ์

ทะเลสาบเครเตอร์เลคเป็นหนึ่งในสถานที่สวยงามดึงดูดคนรักธรรมชาติให้มาเยือน แต่เบื้องหลังความงามนั้นแฝงไว้ด้วยอาถรรพณ์ที่กลืนกินหลายชีวิต และทิ้งปริศนาไว้ให้ขบคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
        ทะเลสาบเครเตอร์เลคตั้งอยู่กลางตอนใต้ของรัฐออริกอน ประเทศอเมริกา ก่อกำเนิดจากการระเบิดของภูเขาไฟมาซาม่าเมื่อราว 7,700 ปีก่อน แรงระเบิดทำให้ปากปล่องภูเขาไฟพังทลายลงเกิดเป็นแอ่งขนาดใหญ่ เวลาหลายร้อยปีผ่านไปน้ำฝนและหิมะได้เติมเต็มแอ่งจนกลายเป็นทะเลสาบ
ชาวอินเดียนแดงเผ่าคลาแมธเชื่อว่าทะเลสาบเครเตอร์เลคเกิดจากการสู้รบกันระหว่างเทพฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม เทพฝ่ายธรรมะทำให้ยอดเขามาซาม่าโค่นลงฝังร่างเทพฝ่ายอธรรม เหลือไว้แต่เพียงศีรษะโผล่ขึ้นมาเห็นเป็นเกาะกลางทะเลสาบที่ปัจจุบันเรียกว่าเกาะเรือปิศาจ (Phantom Ship Island) หรือเกาะพ่อมด (Wizard Island) จากนั้นก็เนรมิตให้เกิดน้ำขึ้นเต็มแอ่ง เป็นสัญลักษณ์แทนความสงบสุขกลับเยือนสู่ชาวโลก


            

        ทะเลสาบเครเตอร์เลค


        รวยแล้วเลิก
        ร่ำลือกันว่าทะเลสาบเครเตอร์เลคเป็นที่อยู่ของสัตว์ประหลาด เหมือนที่ตำนานของชนพื้นเมืองเล่าต่อ ๆ กันมาว่าพวกมันทำหน้าที่เฝ้าดูแลร่างเทพอธรรม และรอบ ๆ ทะเลสาบก็มีสัตว์ลึกลับประเภทไอ้ตีนโตอาศัยอยู่
        จอร์เจียน แฮทเชอร์ ยืนยันข้อกล่าวอ้างนี้โดยเล่าว่า ระหว่างที่เธอนำครอบครัวมาพักผ่อนพายเรือเล่นในทะเลสาบ ทันใดนั้นเองเธอเห็นสัตว์บางอย่างรูปร่างคล้ายมังกรลำตัวยาวราว 1 ช่วงตึกว่ายน้ำอยู่ใต้ท้องเรือ ทำให้เธอต้องรีบพายเรือหนีเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว
        บันทึกคนสูญหายรายแรก ๆ เกิดขึ้นเมื่อปี 1853 นักขุดทองที่เรียกกันในชื่อ Set ’Em Up จู่ ๆ ก็หายตัวไปอย่างลึกลับทั้ง ๆ ที่เขามักจะมาที่ร้านเหล้าเป็นประจำหลังจากขุดได้ทองจำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็สั่งเหล้าเลี้ยงคนในร้านทุกคนโดยสั่งกับบาร์เทนเดอร์ว่า “Set ’Em Up” หรือแปลเป็นภาษาไทยก็ประมาณว่า “เลี้ยงทุกคนเต็มที่” อะไรประมาณนี้
        ด้วยเหตุนี้เองทุกคนจึงเรียกชายคนนี้ว่า Set ’Em Up จนลืมชื่อจริงของเขา แต่แล้วจู่ ๆ ชายคนนี้ก็หายตัวไปเฉย ๆ โดยไม่ได้บอกกล่าวผู้ใด จนเวลาล่วงเลยไปนานกว่า 2 ปี ชาวเมืองเริ่มสงสัยว่าเขาหายไปไหน จะบอกว่าหาทองได้มากจนรวยแล้วเลิกก็ไม่น่าจะใช่ เพราะหากเขาพบขุมทองขนาดเอามาเลี้ยงเหล้าคนแปลกหน้าได้เป็นประจำก็แสดงว่าแหล่งที่เขาพบจะต้องมีทองอีกมากมาย

        เป็นห่วงทอง
        ชาวเมืองรวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังค้นหา เดินทางเข้าป่าไปในเส้นทางที่เชื่อกันว่า Set ’Em Up ตั้งค่ายพักแรม จนกระทั่งเดินทางไปทางแยกพวกเขาจึงแบ่งกำลังออกเป็น 2 กลุ่ม ไอแซค สกีเทอร์ แยกไปทางขวา ส่วนที่เหลือแยกไปทางซ้าย โดยนัดหมายให้กลับมาเจอกันก่อนตะวันตกดิน
        หลังจากขี่ม้าไปได้สักพัก ม้าก็เกิดหยุดนิ่งเฉย ๆ ไม่ยอมเดิน ไอแซคสงสัยว่าข้างหน้ามีอะไรกีดขวางเส้นทางจึงลงมาดู ก็พบว่าเขากำลังยืนอยู่บนขอบปล่องภูเขาไฟ ไอแซคหงุดหงิดที่เลือกเส้นทางผิด เขาตัดสินใจขี่ม้ากลับไปยังจุดนัดพบ
        เมื่อกลับมาถึงจุดนัดพบที่ทางแยกเขาก็เห็นฮิลแมนซึ่งเลือกไปเส้นทางซ้ายมือกำลังโบกไม้โบกมือพร้อมตะโกนบอกว่าเห็นกระต๊อบโทรม ๆ หลังหนึ่งในหุบเขา เขาเชื่อว่าจะต้องเป็นเพิงพักอาศัยของ  Set ’Em Up อย่างแน่นอน จากนั้นฮิลแมนก็ควบม้าลงเขาไปอย่างเร็ว แต่บังเอิญม้าสะดุดก้อนหินทำให้พลิกตกเขา ทั้งม้าทั้งคนเสียชีวิตจากแรงกระแทก
        ไอแซคและคนที่เหลือช่วยกันมองหากระต๊อบในหุบเขาแต่ก็ไม่พบ เมื่อตะวันตกดินทีมค้นหาก็ต้องยอมแพ้เดินทางกลับโดยไม่มีใครพบเห็นกระต๊อบที่ฮิลแมนบอกก่อนเสียชีวิต

 

             

        ทะเลสาบเครเตอร์เลคปี 1912

        หายไปกับสายลม
        เดือนกุมภาพันธ์ 1911 ช่างภาพทิวทัศน์ บี.บี. บาโคสกี เดินทางมายังเครเตอร์เลคเพื่อเก็บภาพทะเลสาบในช่วงฤดูหนาว เขาเป็นช่างภาพที่มีประสบการณ์ เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับสภาพอากาศแปรปรวน จึงสร้างที่พักหลบพายุหิมะในถ้ำทันทีที่เดินทางมาถึง
        หลังจากบาโคสกีถ่ายภาพทะเลสาบเรียบร้อยแล้วก็เกิดพายุหิมะตามที่คาด แต่แทนที่จะกลับมาหลบพายุหิมะในถ้ำที่เตรียมการเอาไว้ เขากลับหายตัวไปเฉย ๆ อย่างไร้ร่องรอย ทีมค้นหาพบรถเลื่อนและพลั่วของบาโคสกีตกอยู่ห่างจากริมทะเลสาบราว 1.5 ไมล์ ไม่มีใครรู้ว่าทำไมบาโคสกีจึงออกเดินทางฝ่าพายุหิมะแทนที่จะกลับมาหลบในถ้ำ
        ปี 1974 ชาร์ล แมคคัลลาร์ หนุ่มน้อยวัย 19 ปี ออกเดินทางจากบ้านในรัฐเวอร์จิเนียพร้อมกับอุปกรณ์ถ่ายภาพเพื่อท่องเที่ยวไปตามรัฐต่าง ๆ เดือนมกราคม 1975 เขาไปพักบ้านเพื่อนในรัฐออริกอน หลังจากนั้นก็ขอตัวไปถ่ายภาพทะเลสาบเครเตอร์เลค โดยบอกว่าอีก 2 วันจะกลับมา และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นเขา
        FBI ยื่นมือเข้ามาทำคดี แต่ก็คว้าน้ำเหลว การค้นหารอบทะเลสาบเครเตอร์เลคไม่พบเบาะแสใด ๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 1 ปีเต็ม นักปีนเขา 2 คนพบเป้เก่า ๆ ใบหนึ่งในหุบเขาใกล้ทะเลสาบเครเตอร์เลค ในกระเป๋าข้างมีกุญแจรถ ภายหลังพบว่ามันคือกุญแจรถโฟล์คของชาร์ลที่จอดอยู่ที่บ้านในเวอร์จิเนีย

        ร่างละลาย
        หน่วยพิทักษ์ป่าส่งกำลังออกตามหาชาร์ล ในที่สุดพวกเขาก็พบกางเกงยีนส์ของชาร์ลบนท่อนไม้ห่างจากเส้นทางเดินป่า 12 ไมล์ ที่น่าประหลาดใจเรื่องแรกคือ ในวันที่ชาร์ลหายตัวไปมีหิมะหนากว่า 102 นิ้ว ขนาดใช้รถหิมะยังเดินทางได้ยากลำบาก แต่คนที่ไม่มีอุปกรณ์เดินทางบนหิมะทำไมจึงลุยมาได้ไกลถึง 12 ไมล์
เรื่องประหลาดเรื่องต่อมาก็คือ ปลายกางเกงยีนส์มีถุงเท้า ในถุงเท้ามีกระดูกเท้า ซึ่งแน่นอนว่าเป็นกระดูกของชาร์ล กางเกงยีนส์ถูกปลดกระดุมออก เข็มขัดถูกปลด ใกล้ ๆ กันพบกระดูกคางตกอยู่ 1 ชิ้น ห่างออกไป 12 ฟุต พบกะโหลกกระหม่อมตกอยู่ 1 ชิ้น
        ไม่พบเสื้อ ไม่พบรองเท้า ไม่พบอุปกรณ์ถ่ายภาพที่เขานำติดตัวมาด้วย ไม่พบกระเป๋าสตางค์ และไม่พบโครงกระดูกส่วนอื่นที่เหลือนอกจากที่พบตกอยู่กับกางเกงยีนส์เพียง 3 ชิ้นเท่านั้น คล้ายกับว่าร่างของเขาละลายไปกับหิมะ
        มีคนพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ชาร์ลถูกปล้นกลางป่า เพราะอุปกรณ์ถ่ายภาพที่เขานำติดตัวไปด้วยเป็นอุปกรณ์ราคาแพงในยุคสมัยนั้น คนร้ายยิงชาร์ลที่ศีรษะก่อนจะลากร่างไปซ่อนห่างจากเส้นทางเดินป่า จับถอดเสื้อผ้าแล้ววางร่างบนขอนไม้เพื่อรอให้สัตว์ป่ามากัดกินศพ แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น ขณะที่ตำรวจลงความเห็นว่าเสียชีวิตตามธรรมชาติ

         

        เครเตอร์เลคเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ                              อินเดียนแดงเผ่าคลาแมธ
        แดนสนธยา
        ไม่เพียงแค่คนเดินป่าเท่านั้นที่หายตัวไปในทะเลสาบเครเตอร์เลคอย่างไร้ร่องรอย ปี 1944 เครื่องบินรบ 2 ลำออกบินเหนือทะเลสาบ แต่แล้วจู่ ๆ เครื่องบินลำหนึ่งก็หายไปจากท้องฟ้าอย่างไร้ร่องรอย นักบินอีกลำเชื่อว่าเครื่องบินลำดังกล่าวเครื่องยนต์ขัดข้องและตกลงสู่ก้นบึ้งทะเลสาบ แต่ไม่มีเศษซากเครื่องบินหรือคราบน้ำมันบนผิวน้ำแต่อย่างใด
        ในปีเดียวกันนั้นเองนักบินฝึกหัดพร้อมพลปืนนำเครื่องบินรบออกฝึกบินเหนือทะเลสาบเครเตอร์เลค แต่พวกเขาก็หายตัวไปเฉย ๆ การค้นหาทั่วทั้งบริเวณไม่พบร่องรอยเครื่องบินตกแม้แต่น้อย
        ปี 1945 ฝูงเครื่องบินขับไล่ 7 ลำ เดินทางจากแคลิฟอร์เนียสู่รัฐวอชิงตันโดยใช้เส้นทางบินผ่านทะเลสาบเครเตอร์เลค ขณะบินเหนือทะเลสาบมีกลุ่มเมฆหนาแน่น แต่หลังจากบินพ้นกลุ่มเมฆมาก็พบว่าเครื่องบินลำหนึ่งสูญหายไป
        ปี 1970 เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เดฟ เพนเบเกอร์ เห็นซากเครื่องบินลำหนึ่งที่หน้าผาริมทะเลสาบเครเตอร์เลค เขาจึงเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ แต่เกิดหลงทางไม่พบจุดที่เห็นซากเครื่องบินก่อนหน้านี้ ขณะที่นั่งพักเพื่อคำนวณทิศทาง เดฟก็รู้สึกเหมือนมีคนกำลังแอบมอง เขาจึงหันกลับไปดู ก็พบหัวกะโหลกวางอยู่ใต้ขอนไม้       
        เดฟนำหัวกะโหลกกลับมาสืบสวน พบว่าเป็นหัวกะโหลกของเรืออากาศตรีแฟรงค์ ลูโป วัย 22 ปี นักบินที่ขับเครื่องบินขับไล่ที่หายไปกลางอากาศเมื่อ 25 ปีก่อน เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศยอมรับว่ามีเครื่องบินสูญหายบริเวณทะเลสาบเครเตอร์เลคเป็นจำนวนมาก
        แม้ว่าการเสียชีวิตของคนเหล่านี้อาจเป็นเพียงอุบัติเหตุ แต่คนพื้นที่ก็เชื่อว่าเกิดจากอาถรรพณ์ของทะเลสาบเครเตอร์เลค

 

         

         ไอแซค สกีเทอร์                                    ชาร์ล แมคคัลลาร์

 


      

      
       เกาะเรือปิศาจ


      

        เครเตอร์เลคถ่ายโดย บี.บี. บาโคสกี

วันที่ 11 ก.ย. 2560