ศิริ รัชตเมธี

สร้าง  instant 9 ด้วยแรงบันดาลใจ 

จากเด็กที่ไม่เคยมีแรงบันดาลใจ ร่ำเรียนหนังสือตามขั้นตอนที่ต้องเป็น เรียนจบเข้าทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านไอที เพาะบม เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมาย ก่อนที่จะก้าวเดินตามความฝันของตัวเอง แต่กลับไม่เป็นอย่างฝัน แต่เขา ศิริ รัชตเมธี หรือคุณแคน ก็ลุกขึ้นใหม่ ด้วยความหวังเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจที่จะเป็นตัวกลางทางด้านการตลาดให้กับธุรกิจทุกประเภท ผ่าน Application ที่เรียกว่า Giffmee  by instant 9 
    คุณแคน ย้อนให้เราฟังว่า ช่วงประถมถึงมัธยมต้น เรียนอยู่ที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย แต่เนื่องจากไกลบ้านมาก ช่วงม.ต้น เกรดตกด้วย เลยย้ายมาเรียนที่โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ช่วงม.ปลาย ใกล้บ้านมาก เริ่มโฟกัสกับตัวเองมากขึ้น จบม.ปลายสอบติดคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

     

    เหตุผลที่เลือกเรียนบัญชี บอกตรงๆ ไม่รู้จะเลือกเรียนอะไร ผมเป็นคนไม่มี passion ผมเป็นเด็กที่ใครให้ทำอะไรก็ทำ ไม่มีจุดมุ่งหมาย วันๆ ก็เที่ยวเล่น พ่อแม่ให้เรียน ก็เรียน ถามว่า ทำไม เข้าจุฬาฯ เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เส้นทางการเรียนของผมเหมือนคุณพ่อ  คือคุณพ่อ จบบัญชี บริหาร จุฬาฯ  เหมือนกัน เข้าทำงานที่ IBM ผมกลับมาเมืองไทย หลังจากจบปริญญาโท จากอังกฤษ  ก็เข้าทำงานที่ไอบีเอ็ม
     ผมเข้าทำงานที่ไอบีเอ็ม ลักษณะของ trainee ในปีนั้น บริษัท รับ 10 คน ผมเข้าไปเป็นคนที่ 11 จริง ๆ ผมไม่ได้นะ คือติดสำรอง ผมอาจจะโชคดีบ้างบางส่วน ผลปรากฏว่ามี  1 ใน10 สละสิทธิ์ ผมเลยได้เข้า IBM 
    ตอนอยู่ IBM  บทบาทของผมแตกต่างไปจากคนอื่น ผมถูกให้ไปอยู่สายธนาคาร ทำทดสอบระบบทุกอย่าง ทำอย่างไร ให้ error ทำอย่างไร ไม่ให้ error ผมได้เรียนรู้เรื่องระบบธนาคารทั้งหมด หลังจากนั้น ผมไปทำงานในสายของโรงงานไฟฟ้า ที่จังหวัดราชบุรี ทำงานเกี่ยวกับ preventive maintenance  ก่อนที่จะกลับมาทำงานสายรถยนต์ ที่ต้องเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด เปลี่ยนจากการทำงานจากบนจอขาวดำ เป็นสี ทุกอย่างที่ผมทำมา ผมไม่เคยรู่เรื่องพวกนี้มาก่อนเลย ผมเข้าไปเป็น trainee ทุกงาน แต่เป็น trainee ที่สูงขึ้นเพราะอายุการทำงานมากขึ้น แต่จากที่เราไม่รู้ เราก็ต้องรู้ และการที่เราเข้าไปในมุมของของ consult  จะบอกว่า ผมไม่รู้ไม่ได้    
จบในส่วนของสายรถยนต์ ผมย้ายไปทำในส่วนของ ปิโตรเคมีคอล (petro chemical ) ต่อ ทำในเรื่องของ inventory management คือการไปสร้างระบบ วางแผนการจัดเก็บน้ำมันให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมกับต้นทุนมากที่สุด

   

    โปรเจคสุดท้ายที่ผมทำที่ IBM คือ IT Master Plan คือที่  irpc เป็นบริษัทหนึ่งที่ต้องการลงทุนในเรื่องของ IT แต่ด้วยระบบที่เยอะมาก เลยเกิดคำถามว่าจะลงทุนอะไร ผมทำหน้าที่ศึกษาและตอบให้ได้ว่า ภายใน 5 ปี ทางบริษัท ควรลงทุน IT อะไรบ้าง ฉะนั้น ตอนที่ผมอยู่ IBM ตลอด 4 ปี carrier path ของผมจะแตกต่างไปจากคนอื่นหมด
    ผมออกจาก IBM มา ในฐานะที่ผมเป็น consult มาตลอด มุมหนึ่งก็คือ  เป็นคนที่มี ego สูง ผมคิดว่า ถ้าไม่มี ego เป็น consult ไม่ได้ เพราะคุณต้องพูดให้ลูกค้าเชื่อคุณ มาถึงจุดหนึ่ง ใน IBM มีคนน้อยมาก ที่ทำเหมือนผม
    ออกจาก IBM ผมมารับงานแบบ outsource ผมมีโอกาสวางแผนกับคนใน IBM ว่าจะกลับมารับงานแบบ outsource กับ IBM แต่ปรากฏว่า IBM มีนโยบาย ไม่รับ Outsource ผมกลับมานั่งคิด แล้วจะทำอย่างไงต่อ ทางบ้านเลยชวนมาขายของที่บ้าน ทั้งปีผมหาเงินเข้าบ้านได้ 30,000 บาท ผมกลับมานั่งคิด ไม่ใช่และ ผมยอมรับว่า ตอนนั้นผมหมดแรง ท้อมาก นั่งเล่น นอนเล่น จนวันหนึ่ง ทางบ้านก็บอกว่า ผมอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว แต่ด้วยความที่เป็นคน ego ผมเป็น consult แล้วบอกเพื่อน ๆ ว่า ผมเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่วันหนึ่งมันไม่ success ตอนนั้น ผมไม่อยากคุยกับใครเลย ไม่อยากเจอใครซักคน ประมาณปีนึง
    ผมกลับไปทำงานอีกครั้ง ในตำแหน่ง assistant manager กับบริษัท IT บริษัทหนึ่ง  ชื่อ Datapro การกลับมาครั้งนี้ ผมทำในส่วน sale และการหา service ใหม่ ๆ เข้าบริษัท ช่วงก่อนทำงานที่นั่น ผมมี project ตัวหนึ่ง จากการที่ผมนั่งคิดอยู่ที่บ้าน แล้วเห็นกระดาษจาก บิ๊กซี , เทสโก้ โลตัส ส่งมาที่บ้าน เป็นคูปองซื้อสินค้า ลดราคา  คูปองที่ว่านี้ เป็นกระดาษบาง ๆ โดนฝนก็เปียก แฉะ ผมเลยมานั่งคิดว่า คูปอง นี้ ทำไมถึงใช้งานยาก ทำไมเวลาผมอยากจะใช้ ผมต้องเอาคูปองไปยื่นให้กับห้าง สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเป็นบุคคลชั้นสอง กลายเป็นคนที่ไม่มีเงิน ผมต้องตัดคูปองนี้เพื่อเอาไปใช้  คำถามคือ แล้วจะทำยังไง ให้คนที่ตัดคูปองไปใช้ รู้สึกพิเศษ  รู้สึกว่าเขาไม่ใช่บุคคลชั้นสอง ผมก็เริ่มคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง...จึงเป็นที่มาของ Instant 9 
    ผมไม่รู้เรื่องของ application เลย ผมไม่รู้เรื่องของ coding หรือ programming เลย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากการที่ผมอยู่ Datapro ก็คือ partner ว่าใครทำอะไร ?  ใครมีหน้าที่อะไร ? มันเลยทำให้ทุกอย่างที่ผมทำมา ผมมาทำงานตรงนี้ได้ ผมคิดว่า ถ้าผมสร้าง application ตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วไปจ้างให้บริษัทหนึ่งทำ ถ้าไอเดีย ผมดี วันหนึ่ง ผมอาจจะขโมยไอเดียได้ คำถามคือ ผมจะทำอย่างไรที่ทำให้ผมมีความเสี่ยงน้อยที่สุด  เพราะฉะนั้น ผมก็เลยใช้ทฤษฎี outsourcing ก็คือว่า ทีมทั้งหมดที่ทำงาน มีหลายคน ทีมหนึ่งทำ programme  ทำ Back Office  ทีมหนึ่งทำเรื่องของ application ทีมหนึ่งทำ iOS ทีมหนึ่งทำ แอนดรอยด์ อีกทีมหนึ่งวางดีไซน์ แต่ละคนทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน และไม่รู้จักกัน ผมจะทำหน้าที่เป็น Project Manager  คือคอนโทรล ทั้งหมด รวมทั้งการทดสอบระบบ    
    ฉะนั้น สิ่งทึ่คุณเห็นใน instant  9 หรือ Gifmee ผมเป็นคนดีไซน์หมด  มันเหมือนกับว่า ทุกอย่างที่ผมทำที่ IBM ผมได้มาใช้งานนี้หมดเลย ผมจะดีไซน์ทั้งหมด เสร็จแล้วก็แบ่งงานให้คนอื่นทำตามหน้าที่ที่วางไว้
    5 ปีที่ผ่านมา เราดีไซน์ application แตกต่างกันออกไป จากวันแรก เราวางว่าเป็น application ที่ทำในเรื่องของรับสิทธิพิเศษ แต่ถ้าในมองเรื่องของการตลาด app. เรามีคู่แข่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต, ค่ายมือถือ, ค่ายรถ เป็นต้น จากวันแรกเราทำ app. เพื่อรับสิทธิพิเศษแต่มาถึงวันนี้แล้ว ไม่ใช่แล้วเราพบว่า สิ่งที่ร้านค้าต้องการคือ ช่องทางในการสื่อสารไปยังลูกค้าของเขา ผมเลยขอวางตำแหน่งของเรา ว่าจะเป็นตัวกลางทางด้านการตลาดให้กับร้านค้า มันก็เลยเป็นระบบการจัดการทางด้านการตลาดแบบครบวงจรให้กับร้านค้า  ใครใช้ device อะไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ธุรกิจอะไรก็ได้
 

           

 

   สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของผมในการทำ instant 9 ก็คือ คนที่อยากโตผมคิดว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณต้องรู้ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ว่าสั่งงาน ผมคิดเสมอว่า ผมทำงานกับร้านค้า ผมต้องช่วยร้านค้า ไม่ใช่ว่าเรามี application แล้วโยนให้ทำเอง
    ทุกวันการทำงานของผม มีทั้งวันดีใจและเสียใจ วันที่เราดีใจ คือวันที่ลูกค้ารับข้อเสนอเรา  บางวันโทรไป 10 ที่ ไม่มีใครรับเลย ไม่มีใครอยากคุยกับเรา  ทุกวันที่ท้อก็มี แต่เมื่อตื่นนอนขึ้นมา  ผมต้องทำมันขึ้นมาให้ได้ สิ่งที่ผมสร้างขึ้น เหมือนกับเป็นลูก  จนมาถึงวันนี้ 5 ปีแล้ว ก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่เราฟูมฟักขึ้นมา ...ผมคิดว่า ถ้าเราไม่อยู่นิ่ง ถ้าเรายังเดินต่อไป ถ้าเรายังคิดว่า เรายังสามารถพัฒนาต่อไปได้ มันก็ยังมีโอกาสที่ยังเดินได้
    ความฝันของผมก็คือ อยากเห็น instant 9 เป็นเฟสบุ๊ค ผมรู้สึกว่า instant 9 ตัว Giffmee ไม่ได้ระบุว่า ต้องเป็นคนไทย ประเทศไทย จริง ๆ คือทั่วโลก ทุกร้านค้าทำโปรโมชั่นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าทุกคนสามารถใช้ application ได้ที่ใดในโลก ก็สามารถได้ใช้ในสิ่งที่อยากใช้ได้ เฟสบุ๊ค เขาโฟกัสเรื่องโซเชียล แต่เราบอกว่า เราขอเป็นเฟสบุ๊ค  ที่โฟกัสเรื่องการตลาด ให้กับธุรกิจ”     

วันที่ 5 ต.ค. 2560