ปลายทางสุพรรณบุรี

ไม่ใหญ่มาก แต่เป็นเมืองน่าอยู่
ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ สู่ จ.สุพรรณบุรี ช่วงหลวงหมายเลข 340 ในวันธรรมดา บรรยากาศเงียบเหงามากทีเดียว ถนนโล่ง มีรถวิ่งเบาบาง แต่ก็เป็นเส้นทางหนึ่งซึ่งบรรดาโซเฟอร์ทั้งหลายมักจะใช้เป็นทางลัดสู่จังหวัดภาคเหนือ นอกจากรถไม่ติดแล้ว ยังให้ความสะดวก ปลอดภัยกว่าถนนพหลโยธิน ช่วงผ่านอยุธยา อ่างทอง มากมายนัก

 

   
   

   

    เราเดินทางมา จ.สุพรรณบุรี ครั้งนี้ ตามหมายเชิญของทางจังหวัดครับ เพื่อเยี่ยมชมงานแสดงแสงสีเสียงของทีมงาน อ.พรชัย ประมวลสุข ที่ อ.อู่ทอง ระหว่างเดินทางก็จอดแวะกินเที่ยวไปด้วย ส่วนใหญ่ก็เป็นสถานที่เดิม ๆ ที่เคยสัมผัสมาแล้ว จึงไม่น่าตื่นเต้นอะไร
    สุพรรณบุรี เป็นเมืองไม่ใหญ่มาก แต่เป็นเมืองน่าอยู่ไปทุกหนแห่งครับ ถนนกว้างใหญ่ มองดูสะอาดตา ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะได้ใบบุญมาจากคุณบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ ซึ่งได้นำงบมาพัฒนาบ้านเกิด ทำให้เกิดสิ่งปลูกสร้างมากมาย หลายชิ้นจะมีชื่อ บรรหาร-แจ่มใส ปรากฏ
    ในตัวเมืองสุพรรณ เราแวะไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แล้วชมอุทยานมังกรสวรรค์ สถานที่ท่องเที่ยวมหัศจรรย์แห่งนี้ คุณบรรหาร ตั้งใจว่าให้เป็นจุดขายของเมืองสุพรรณ เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ลอดท้องมังกรยักษ์ ชมวีดิทัศน์ประวัติความเป็นมาของวัฒนธรรมชาวจีนในเมืองสุพรรณบุรี และจีนแผ่นดินใหญ่ในรูปแสง สี เสียงแล้ว ส่วนด้านนอก ยังสร้างโรงเตี๊ยมให้ผู้มาเยือนได้ช็อปปิ้ง ดื่มกินอาหารจีนอีกด้วย
    จำได้ว่าในช่วงเปิดอุทยานมังกรสวรรค์ใหม่ ๆ เมื่อหลายปีก่อนนั้น บรรยากาศคึกคักมากเลย ผู้คนเข้าแถวรอชมวีดิทัศน์ใต้ท้องมังกรเป็นแถวยาว สร้างความภูมิใจแก่ชาวสุพรรณบุรี แต่มาวันนี้บรรยากาศในอุทยานฯ เงียบเหงา วังเวง มีร้านค้าเปิดขายของเพียงไม่กี่ร้าน หรืออาจเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี อีกทั้งเป็นวันธรรมดา เลยทำให้มีผู้คนเบาบาง...

   

    จากอุทยานมังกรสวรรค์ ก็มาต่อวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เมื่อเข้าไปในบริเวณวัด เลยรู้สึกคิดถึงพลายแก้ว กับนางพิมพิลาไลย ขึ้นมาทันที ในหนังสือวรรณคดีไทยบอกว่า ขุนแผนตอนเป็นเด็กก็มาบวชเณรที่วัดนี้ มีรูปปั้นขุนแผน กับนางพิม ตั้งอยู่ข้างประตูโบสถ์ คอยทักทายผู้คน เมื่อเดินลึกเข้าไปภายในวัดจะเห็นเรือนขุนแผนจำลอง (บ้านไทยโบราณ) พร้อมของใช้ต่าง ๆ ให้เยี่ยมชม
    ภายในวิหารวัดป่าเลไลยก์ มีหลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ และภายในองค์หลวงพ่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ตามความเชื่อของคนรุ่นก่อน ในแต่ละวันจะมีรถทัวร์นับสิบคันพานักท่องเที่ยวมากราบไหว้ขอพร
    เที่ยงแล้วท้องเริ่มหิว เราแวะทานอาหารเที่ยงร้านนพรัตน์ สั่งอาหารจีน 4-5 เมนู ตามด้วยของหวานบัวลอยน้ำขิง พอมีแรงแล้วก็เดินทางต่อ

   

    ตลาด 100 ปีสามชุก อ.สามชุก ในวันธรรมดาอย่างนี้มีของขายไม่มากนัก เราแวะเที่ยวเป็นจุดสุดท้าย ชมบรรยากาศยามเย็น ของที่พ่อแม่ค้านำมาขายนั้นมีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ มีทั้งเสื้อผ้า ขนม เครื่องจักสาน ปลาแห้ง ปลาทอด ขนมไทย จีน ฝรั่งฯลฯ ตลาดร้อยปีสามชุกในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ มีผู้คนหน้าแน่นครับ เรียกว่าทุกตรอกซอกซอยจนแทบไม่มีที่เดินเลยล่ะ

   


    ตลาดร้อยปีสามชุกเป็นห้องแถวไม้เก่า มีอายุนับ 100 ปี  ในอดีตเคยเป็นท่าเรือรับซื้อและจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับชาวบ้าน ตั้งอยู่ริมน้ำแม่น้ำท่าจีน ตลาดเคยเงียบเหงาไปพักหนึ่ง ต่อมาชาวบ้านได้รวมตัวกันฟักฟื้น เลยตื่นมาเป็นตลาดร้อยปีที่ใคร ๆ ก็รู้จัก เราจากตลาดแห่งนี้ด้วย หมวกจักสาน ใบละ 18 บาท ใส่แล้วเท่ชะมัด...

วันที่ 5 ต.ค. 2560