ไปสุรินทร์...

หลังมีข่าวว่าเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนชั้นมัธยมจะจัดงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ เรียกหาวันคืนเก่า ๆ ณ รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ดูเพื่อนฝูงหลายคนต่างกระดี๊กระด๊าดีใจออกนอกหน้า ทุกคนต่างจดจ้องอยากให้ถึงวันงานโดยเร็ว และก่อนจะถึงวันนั้น เรารู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาดื้อ ๆ เมื่อมองดูสังขารตัวเองที่ร่วงโรยไปทุกขณะ แต่เมื่อต้องมาเจอกันในช่วงบั้นปลายชีวิต จึงยากที่จะทำใจ


   


    สุรินทร์ เป็นเมืองเก่า เงียบสงบครับ จำได้ว่าในสมัยนุ่งกางเกงขาสั้นเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เมื่อเกือบ 40 ปีก่อนนั้น สุรินทร์ความเจริญยังไม่ทั่วถึง สถานบันเทิงกระจุกอยู่ในย่านตัวเมือง พอเลยเวลา 2 ทุ่ม ชาวบ้านก็เข้านอนกันแล้ว เว้นแต่นักท่องราตรี ก็จะไปหาที่ดื่มกินตามตลาดโต้รุ่ง หรือไม่ก็ดูหนังฟังเพลง เต้นรำตามคลับบาร์ ซึ่งมีอยู่เพียง 2-3 แห่งในสมัยนั้น
    ในงานเลี้ยง ผมแต่งกายธรรมดา เจอเพื่อนหลายคนแต่งตัวสุดเท่ เพื่ออวดโฉมตัวเองที่ไม่ยอมแก่ บางคนส่งเสียงเรียกมึงกูเหมือนตอนสมัยวัยเรียน อย่างไรก็ตาม การมาพบปะกันครั้งนี้ ก็ทำให้ตัวเองมีความมั่นใจเต็ม100% เมื่อพบว่าเพื่อนฝูงที่มาในงาน สังขารร่วงโรยไม่ต่างกับเรา ซึ่งในงานเลี้ยงคืนนั้น แต่ละคนคนต่างขุดเพลงเก่า ๆ ของคุณสุเทพ ธานินทร์ ดาวใจ ฯลฯ ขึ้นมาเขย่าลูกคอจนเสียงแหบแห้ง บ้างก็ร้องกันตรึม เพลงพื้นบ้าน สำเนียงเขมรของชาวสุรินทร์ หนุกหนานทีเดียว

   

     กิจกรรมตอนเช้า พวกเรานัดรวมพลบริเวณด้านหน้าที่พัก จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองสุรินทร์เพื่อเรียกหาบรรยากาศเก่า ๆ สมัยเรียนหนังสือ แต่บรรยากาศย้อนยุคที่เราเคยเห็นเมื่อ 38 ปีก่อน ก็เหลือน้อยเต็มที เนื่องจากสุรินทร์ทุกวันนี้ได้เจริญรุกล้ำไปทุกขุมขน ตึกเก่า ห้องแถวไม้ ได้กลายเป็นย่านการค้าไปหมด จะหารอยเท้ารถจักรยานที่เราเคยปั่นเล่นไปตามตรอกซอยต่าง ๆ ก็ไม่มี
    พวกเราจึงแวะสักการะอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุ่ม) เป็นจุดแรก ในฐานะท่านเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของเมืองสุรินทร์ เป็นผู้สร้างเมือง เป็นนักรบ กล้าหาญ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาให้คนรุ่นหลังได้จดจำ อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2511 แต่ได้ทำพีธีเปิดเมื่อปี 2528 ตั้งอยู่บริเวณปากทางเข้าเมืองสุรินทร์ทางด้านใต้ เวลามีงานประเพณี แสดงวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด บริเวณรอบ ๆ อนุสาวรีย์...จะถูกเนรมิตรเป็นที่ทำกิจกรรมมาตลอดครับ ไม่ว่าจะเป็น พิธีบวงสรวงแซนโฎนตา หรือพิธีตักบาตรพระบนหลังช้างในช่วงวันเข้าพรรษาที่ผ่านมาก็จัดที่นี่
    พิธีตักบาตรพระบนหลังช้าง ถือเป็นกิจกรรมใหม่ที่ผู้ว่าฯ คนก่อนของ จ.สุรินทร์ จัดขึ้นครับ ต่อมาก็มีการจัดขึ้นทุกปี เพื่อเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวในช่วงวันเข้าพรรษา โดยได้รับการสนับสนุนจาก ททท. ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเกินคาด สามารถดึงดูดผู้คนจากต่างเมืองมาเที่ยวชม
    สุรินทร์ ก็เหมือนจังหวัดทั่วไปครับ ในชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้ารถจะติดยาวเป็นตังเม ทำให้การเดินทางลำบากในตัวเมือง ผู้ที่มาเที่ยวสุรินทร์ส่วนใหญ่จะใช้ถนนเลี่ยงเมือง มุ่งสู่พื้นที่รอบนอก เพราะให้ความสะดวกรวดเร็ว
    เสร็จจากสักการะอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีฯ พวกเราก็มุ่งสู่ห้วยเสนง อ่างเก็บน้ำใหญ่ที่สุดของ จ.สุรินทร์ อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปตามเส้นทางสุรินทร์-ปราสาทประมาณ 5 กิโลเมตร บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 5-6 แยกซ้ายมือไปทางริมคลองชลประทานประมาณ 4 กิโลเมตร เรามองวิวสองข้างทางเขียวขจีไปด้วยนาข้าว พื้นที่ดินชุ่มฉ่ำไปด้วยไอฝน
    ห้วยเสนง ทำให้เพื่อน ๆ คิดถึงชีวิตหนหลังตอนวัยเรียน ในช่วงวันหยุดจะมาปั่นจักรยานเที่ยวเล่นไปตามสันเขื่อน บางคนก็ลงเล่นน้ำ ตกปลา แต่มาวันนี้ห้วยเสนงเปลี่ยนไป บรรยากาศมีความอึกทึกมากขึ้น เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ในขณะที่ร้านอาหารตั้งเรียงรายไปตามสันเขื่อน เป็นสถานพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองช้าง

   

    จุดสุดท้ายเรามาพักเหนื่อยที่บ้านพลวง ต.กังแอน อ.ปราสาท แวะเยี่ยมชมปราสาทหินโบราณสมัยขอม ปราสาทนี้เคยใช้เป็นฉาก การถ่ายทำรำกันตรึมศิลปะพื้นบ้านมาแล้วหลายครั้ง ลักษณะของปราสาทเป็นปรางค์องค์เดียว ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว ปราสาทหินบ้านพวงแม้จะไม่สวยเด่นสง่า แต่ก็ชวนหลงใหลไม่น้อยเลย
    เที่ยวสุรินทร์ ได้เรียกหาความทรงจำเก่า ๆ  ในหมู่ผองเพื่อน อีกทั้งยังได้ย้ำเตือนพวกเราไปอยู่ที่ไหน ก็อย่าลืมกันเด้อ...  

 

   
 

วันที่ 11 ก.ย. 2560