เรื่องเล่าผ่านงานแสดงแสง-สี

ในวันครึ้มฟ้าครึ้มฝน ที่เอาแน่นอนไม่ได้ของสภาพดินฟ้าอากาศในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน วันนั้นผมมองดูหนุ่มใหญ่เพื่อนรุ่นพี่ อาจารย์พรชัย ประมวลสุข สั่งทีมงานทำงานอย่างหนัก ในการจัดตั้งฉาก ติดไฟ แสง สี เสียง พร้อมด้วยทีมงานนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ก่อนการแสดงย้อนรอยอารยธรรมศรีวิชัยสู่อาเซียนจะเริ่มขึ้นหลังเวลาพลบค่ำ ณ บริเวณวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี โดยไม่สนใจว่าฝนฟ้าจะเป็นใจหรือไม่ และแล้วการแสดงก็ผ่านไปด้วยดี ท่ามกลางความโล่งใจของผู้มาเที่ยวชม

   
   


   


    การแสดงครั้งนี้ ถือว่าอลังการไม่น้อยเลย แต่ละฉากทำได้เสมือนจริง ทั้งเรือสำเภาจำลอง กองคาราวาน และการแสดงวิถีชีวิตของชาวเมืองไชยาในอดีต ที่มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ภายใต้ร่มเงาพุทธศาสนา ที่ประชาชนยึดถือปฏิบัติกันมาช้านาน
     โดยการแสดงแยกออกเป็น 2 เวทีคือ เวทีเล็ก และเวทีใหญ่ เวทีเล็กนั้นถือเป็นออเดิร์ฟของการแสดงครับ เริ่มขึ้นในตอนกลางวัน เป็นการแสดงรำฟ้อนสะท้อนวัฒนธรรมภาคใต้ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงตลก ฯลฯ ส่วนเวทีใหญ่เริ่มขึ้นในตอนกลางคืน ซึ่งก็คืองานแสดงแสงสีเสียงของอาจารย์พรชัยนั่นเอง
    นอกจากงานแสดงดังกล่าวแล้ว ภายในงานยังมีการแสดงหนังตะลุงของคุณเอกชัย ศรีวิชัย เวทีนี้สามารถเรียกแขกได้ตั้งแต่หัวค่ำ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างพากันขนเก้าอี้มาจับจองหาที่นั่งจนแน่นหน้าเวที ท่ามกลางสายฝนหล่นลงมาโปรยปราย หนังตะลุงปักษ์ใต้เสน่ห์อยู่ที่เครื่องดนตรีบรรเลง และการเชิดหนังตะลุงครับ พอเสียงปี่ขึ้นเท่านั้นแหละ คนทางใต้เป็นนั่งไม่ติด ต้องไปดูซะให้ได้
    ในขณะเดียวกันในงานยังแบ่งโซนจัดให้มีตลาดอาหารย้อนยุค โดยชาวบ้านนำอาหาร และขนมพื้นบ้านมาจำหน่าย รวมไปถึงเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไข่เค็มไชยา ผัดไทยไชยา ที่รสชาติหวานนุ่ม อร่อยไม่เบา
    อำเภอไชยา ผมยังได้สักการะพระบรมธาตุไชยา ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน ถือเป็นพุทธสถานแห่งเดียวที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของช่างศิลปกรรมสมัยศรีวิชัยได้อย่างสมบูณ์ ตั้งอยู่ในวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวไชยา รัฐบาลประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อปี พ.ศ.2479 และยกฐานะวัดเป็นพระอารามหลวง

 

   


    เมื่อเที่ยวงานวัดจนเนื้อตัวเหนียวเนอะ เช้าวันรุ่งขึ้นผมเลยถือโอกาสไปอาบน้ำพุร้อนแห่งใหม่ของ อ.ไชยา ชื่อบ่อว่าน้ำพุร้อนธรรมชาติบ้านปากด่าน ตั้งอยู่ใน ต.เลม็ด ห่างจากตัวอำเภอไชยาประมาณ 5 กิโลเมตร บ่อน้ำพุอยู่ติดเชิงเขาน้ำร้อนครับ เมื่อไปถึงเห็นชาวบ้านหลายคนต่างหอบลูกจูงหลานมาแช่น้ำร้อนกันแต่เช้า บ่อน้ำพุแบ่งออกเป็น 2 บ่อ ประกอบด้วยบ่อแม่ อุณหภูมิอยู่ที่ 60 องศา น้ำร้อนมากไม่สามารถลงแช่ได้ ยกเว้นบ่อลูก ที่อุณหภูมิของน้ำอยู่ที่ 40-45 องศา สามารถลงเล่นได้
    ผมเลยถือโอกาสแช่ตัวที่บ่อลูกอยู่ประมาณ 15 นาที เพื่อให้เลือดในตัวไหลเวียน สำหรับชาวบ้านแถวนั้นเขาเชื่อว่า บ่อน้ำร้อนยังช่วยบำบัดอาการเจ็บป่วย เช่น ปวดเมื่อย อัมพฤกษ์ อัมพาต ได้ด้วย โดยเมื่อแช่เป็นประจำจะอาการดีขึ้น เนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิตสูบฉีดดีขึ้นนั่นเอง นอกจากนั้น ในน้ำยังประกอบด้วยแร่ธาตุหลายอย่าง โดยเฉพาะกำมะถัน ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาโรคผิวหนังบางชนิดได้ด้วย
    อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะมาแช่บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติบ้านปากด่าน เขามีหลักวิชาการให้ปฏิบัติครับ คือให้แหย่เท้าลงไปก่อนเพื่อให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นค่อย ๆ หย่อนตัวลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งจมลงไปทั้งตัว โผล่แค่คอ ก็จะค่อย ๆ รู้สึกสบายขึ้นเป็นลำดับ ที่สำคัญไม่ควรแช่เกิน 15 นาที กับน้ำอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 40-45 องศาเซลเซียส
    จาก อ.ไชยา มาเที่ยวชายทะเลฝั่งอ่าวไทยด้านตะวันออก ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ที่นี่เป็นแหล่งกิน แหล่งเที่ยวของ อ.ไชยา เพราะมีร้านอาหารทะเลตั้งอยู่หลายร้าน สามารถนั่งรับลมชมวิวได้ตลอดทั้งวัน เมนูเด็ดส่วนใหญ่จะเป็นปูม้านึ่ง ทานกับน้ำจิ้มรสเด็ด หรือถ้าอยากพักผ่อนปั่นจักรยานพ่วงออกกำลังกาย ก็มาที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติแหลมโพธิ์ (พุมเรียง) เป็นสวนสาธารณะสีขาว ที่ไม่มีเหล้า และยาเสพติดมาย่างกราย ไร้ซึ่งมิจฉาชีพ จึงให้ความปลอดภัยแก่ผู้มาเยือน
    ในสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติแหลมโพธิ์ ผมยังได้พบอนุสาวรีย์ปูม้าใหญ่ที่สุดในโลกตั้งตระหง่านกลางสวน ซึ่งไม่ได้มีไว้ให้คนมาถ่ายรูปอย่างเดียว แต่ยังบอกให้รู้ว่า ชุมชนริมคลองพุมเรียงชาวบ้านเลี้ยงปูม้ามากที่สุด..

วันที่ 11 ก.ย. 2560