ศิริภา อินทวิเชียร

ประโยชน์ลูกค้าต้องมาก่อน

“ในการทำธุรกิจส่วนใหญ่จะมองว่า จะต้องได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่แนวคิดที่คุณแม่สอนมาตั้งแต่เด็ก คือถ้าเราจะได้อยู่คนเดียว คนข้าง ๆ เรา คนข้างบ้านเรา คนที่เป็นลูกค้าเราไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้กำไรจากตรงนั้นเลย มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้น เราจะไม่เอาประโยชน์ของบริษัทเรามาก่อน เราจะเอาประโยชน์ของคนอื่นเป็นที่ตั้ง ประโยชน์ของลูกค้าต้องมาก่อน” คำกล่าวของคุณศิริภา อินทวิเชียร (คุณแนน) ลูกสาวคนเล็ก ผู้บริหารสายเลือดใหม่ของครอบครัว “อินทวิเชียร” ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจของครอบครัว และงานอื่น ๆ ที่เธอทำอยู่ในขณะนี้  
         คุณแนนย้อนให้ฟังถึงช่วงวัยเรียนว่า ช่วงประถม-มัธยม เรียนอยู่ที่ Dulwich International College ที่ภูเก็ต ตอนนี้ เปลี่ยนชื่อเป็น British International School ใช้ชีวิตที่ภูเก็ต เป็นเวลา 8 ปี เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ ต่อจากนั้น เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยมหิดล อินเตอร์ ในสาขาภาพยนตร์ ก่อนที่จะไปต่อสาขาการเงินที่ Regent British School ประเทศอังกฤษ จบกลับมาทำงานได้พักหนึ่ง เริ่มมีความสนใจในเรื่องรัฐศาสตร์ ก็เลยไปเรียนปริญญาโท รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 

       

 

       “ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เดิมทีแรกตั้งใจเรียนเศรษฐศาสตร์ เพราะคิดว่าจะทำธุรกิจต่อจากครอบครัว แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตัดสินใจใช้เวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัย ในลักษณะเราสนุกกับมัน ก็เลยเปลี่ยนไปเรียน Film Production แทน แล้วค่อยไปเรียนในกรอบ ตอนเรียนปริญญาโทแทน ก็เลยตั้งใจว่าขออยู่กับเรื่องที่สนุกเป็นเวลา 4 ปี
       ต้องบอกว่า 4 ปีที่เรียน มันเปลี่ยน Mind Set ทางด้านความคิดของตัวเราได้ การเรียน Film Production บางคนมองว่า เราจบไปและไปถ่ายหนัง แล้วก็ตัดต่อหนัง จบ แต่จริง ๆ แล้ว การเรียนในสาขานี้ ทำให้มีตรรกะในการใช้ชีวิต กลายเป็นว่า สิ่งที่แนนเรียนมา 4 ปี ที่ดูไม่เข้ากัน แต่จริง ๆ แล้วตอบโจทย์ทุกอย่าง ที่แนนมาใช้อยู่ทุกวันนี้” คุณแนน กล่าว
       ปัจจุบันคุณแนนเข้ารับสานต่องานบริษัทของครอบครัว ที่เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้มีพัฒนาโครงการบ้าน โรงแรม ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และตอนนี้ ทำมูลนิธิกับกลุ่มเพื่อน ๆ ชื่อ  “ศิริอาสา” ตั้งขึ้นมาทำกิจกรรมเพื่อสังคม อยากจะให้การศึกษา มีความยั่งยืนมากขึ้น ตอนนี้ก็เข้ามาเรียนรู้เรื่องการเมือง กับท่านชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมีความสนใจเรื่องการเมืองด้วย 
       “เดิมธุรกิจที่บ้าน เป็นธุรกิจก่อสร้าง เมื่อทำมาถึงจุดหนึ่ง คุณแม่เริ่มมีความคิดที่จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตอนนั้นเรียนจบมาใหม่ ๆ คุณแม่ก็อยากให้มาช่วยงาน ซึ่งเดิมที ก็เป็นคนที่ชอบตกแต่งบ้านอยู่แล้ว พอได้เข้าไปพัฒนาโครงการบ้านทำให้เราเข้าไปสัมผัสงานพัฒนา ก็เหมือนกับเราเข้าไปอยู่บ้านตัวเองในโครงการ และเมื่อเราอยู่เอง เราก็อยากให้บ้านมีความสะดวกสบาย อยากให้บ้านให้ความรู้สึกที่ดีกับลูกบ้านที่เข้ามาอยู่ มันก็เลยตอบโจทย์ว่าอะไรที่เราชอบอยู่แล้ว เช่น ชอบบ้าน ชอบสวน ก็เลยทำให้การทำงานง่ายขึ้นในการพัฒนาโครงการ
แต่บางครั้งการพัฒนาโครงการของเรา มันก็อาจจะไปขัดกับเรื่องของความคุ้มหรือไม่ แต่ท้ายสุด เรามองว่า ถ้าเราลงทุนไปแล้ว แล้วให้ประโยชน์ต่อลูกบ้าน เราจะถือเป็นกำไรของโครงการในวันหน้า มันก็คือ คุณภาพของโครงการในโครงการถัด ๆ ไป” คุณแนน ยอมรับ
       “จากการที่ธุรกิจของเรา เป็นธุรกิจในรูปแบบครอบครัว เมื่อทำอะไร ก็ยังต้องมีการ Approve จากคนเดิมที่ทำอยู่แล้ว ธุรกิจครอบครัว เดิมก็มีผู้จัดการ มีตำแหน่งต่าง  อยู่แล้ว มีทีมผู้เชี่ยวชาญดูแลอยู่แล้ว พอเราเข้าไป ก็ต้องยอมรับว่า เราเองไม่ได้เชี่ยวชาญไปกว่าเขา ความเป็นเจ้าของธุรกิจไม่ได้หมายความว่า การตัดสินใจของเราจะถูกไปกว่าเขาทุกอย่างไป เพราะฉะนั้น ตัวเราเองต้องรับฟังเหมือนกัน และเราเองก็เอาความคิดของเราให้พวกเขาไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
        หลักในการทำงาน ในการทำธุรกิจส่วนใหญ่จะมองว่า จะต้องได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่แนวคิดที่คุณแม่สอนมาตั้งแต่เด็ก คือถ้าเราจะได้อยู่คนเดียว คนข้าง ๆ เรา คนข้างบ้านเรา คนที่เป็นลูกค้าเราไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้กำไรจากตรงนั้นเลย มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้น เราจะไม่เอาประโยชน์ของบริษัทเรามาก่อน เราจะเอาประโยชน์ของคนอื่นเป็นที่ตั้ง ประโยชน์ของลูกค้าต้องมาก่อน”
       คุณแนน เปิดเผยว่าเวลาเจอปัญหาในการทำงาน ก็ต้องตั้งสติก่อน เมื่อเจอปัญหา ก็ต้องหาทางออก แต่ที่ดีที่สุด จะต้องมีสติในการหาทางออกนั้น มันไม่มีปัญหาไหนที่เจอแล้วต้องแก้ได้ทันที เราอาจจะต้องตั้งคำถามเดิมอยู่เรื่อย ๆ มันจะช่วยให้อารมณ์เย็นขึ้นและจะช่วยให้คิดได้ดีขึ้น เหมือนเป็นการดึงสติกลับมา ค่อย ๆ คิดว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ไปได้อย่างไร

 

          

 

        คุณแนน เล่าให้ฟังต่อ “คิดว่าจะสานงานต่อของครอบครัวต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมีความรู้สึกว่า อยู่ในตัวเรามาตลอด เราผูกพันมา อยู่ในธุรกิจก่อสร้างมาตั้งแต่เด็ก กลายเป็นอะไรที่เราเชี่ยวชาญไปแบบไม่รู้ตัว เราสามารถอ่านแบบได้โดยไม่เคยเรียนมาก่อน ทำให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวเรา” 
       “และสิ่งที่ตั้งใจมาก ๆ ก็คือเรื่องของมูลนิธิศิริอาสา เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก ชอบทำงานเพื่อสังคมมาตลอด พอทำไปเรื่อย ๆ ทำให้เราเห็นว่า สิ่งที่เราทำมันไม่ยั่งยืน เท่ากับให้การศึกษา เราอยากทำมูลนิธิที่สามารถยืนอยู่ได้ตัวยตัวของตัวเอง และสามารถให้อะไรที่ยั่งยืนกับผู้รับได้ คืออะไรที่ผู้รับสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดความเป็นอยู่ในชีวิตของพวกเขาได้ เราไปเติมเต็มชีวิตของเขาให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น
      ท้ายสุดนี้ คุณแนน ฝากข้อคิดไว้ว่า “ในแง่ของการทำธุรกิจ เราต้องมองว่า ทำอย่างไรให้ธุรกิจยั่งยืน ไม่ใช่เรายั่งยืนอย่างเดียว สังคมต้องยั่งยืนด้วย ถ้าเราทำธุรกิจอย่างเห็นแก่ตัว เราอาจจะอยู่ได้ แต่ก็อยู่ได้คนเดียว คนอื่น ๆ อยู่ไม่ได้ ท้ายสุดเราก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องทำให้ยั่งยืนทั้งระบบ หรือบางคนรู้สึกว่า ทำแล้วท้อ ไม่มีกำลังใจ อยากให้มองว่า สิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำ มันสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะส่งผลที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้” 

วันที่ 11 ก.ย. 2560