แว้นข้ามทวีป

นักปั่นจักรยานผู้หลงใหลการผจญภัยต้องการสร้างสถิติใหม่ด้วยการขี่จักรยานยนต์ข้ามทวีปอเมริกาเหนือ จากชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกสู่ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก บนเส้นทางเกวียนเป็นระยะทางกว่า 6,000 กิโลเมตร
วันที่ 16 พฤษภาคม 1903 จอร์จ ไวแมน นักปั่นจักรยานวัย 26 ปี ประกาศว่าจะขี่จักรยานยนต์ข้ามทวีปจากเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สู่เมืองนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก เป็นระยะทางกว่า 3,800 ไมล์ หรือกว่า 6,000 กิโลเมตร
ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ในยุคสมัยนั้นยังไม่มีถนนทางหลวงระหว่างรัฐ ดังนั้น จึงไม่เคยมีใครเดินทางข้ามทวีปด้วยยานพาหนะติดเครื่องยนต์มาก่อน การเดินทางข้ามรัฐจะต้องใช้บริการรถไฟเท่านั้น หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นการเดินทางโดยใช้ม้าหรือเกวียน
        เส้นทางที่ใช้เกือบจะเป็นเส้นตรงจากแคลิฟอร์เนียผ่านเนวาดา ยูทาห์ ไวโอมิง เนแบรสกา ไอโอวา อิลลินอยส์ และจากชิคาโกตัดตรงไปที่เมืองบัฟฟาโลว์ จากนั้นวกลงใต้เลาะตามหุบเขาฮัดสันสู่เมืองนิวยอร์ก รวมระยะทางทั้งสิ้น 3,800 ไมล์

       


        นักปั่นน่องทอง
        จอร์จสนใจกีฬาปั่นจักรยานมาตั้งแต่เด็ก ช่วงทศวรรษ 1890 เขาติดอันดับยอดนักปั่นจักรยาน หลังจากนั้นก็ได้ย้ายถิ่นฐานไปยังออสเตรเลีย ดินแดนที่มีนักปั่นน่องทองที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคน ก่อนที่จะกลับคืนสู่บ้านเกิดในแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 1902 ในฐานะสุดยอดนักปั่นจักรยาน
        การกลับสู่ถิ่นกำเนิดคราวนี้ จอร์จเริ่มให้ความสนใจจักรยานยนต์ เขาทดลองขี่จักรยานยนต์ข้ามเทือกเขาเนวาดาได้สำเร็จภายในวันเดียว และได้รับการจารึกชื่อว่าเป็นบุคคลแรกที่ขี่จักรยานยนต์ข้ามเทือกเขาเนวาดา ความสำเร็จคราวนี้ทำให้จอร์จเกิดความคิดที่จะขี่จักรยานยนต์ข้ามทวีป
        จักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยี่ห้อ California เครื่องยนต์ 1.5 แรงม้า ขนาด 200 ซี.ซี. ติดตั้งบนโครงจักรยาน น้ำหนักรถประมาณ 32-36 กิโลกรัม ทำความเร็วเฉลี่ยที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำมัน 1 ถังไปได้ไกลราว 120-160 กิโลเมตร
        สัมภาระที่จอร์จนำติดตัวไปด้วยมีเพียงสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น ประกอบด้วย เสื้อกันหนาว ถังใส่น้ำมันสำรอง เครื่องมือซ่อมจักรยานยนต์ อะไหล่จักรยานยนต์ และปืนพกขนาด .38

 

       


        จักรยานติดเครื่องยนต์
        จะว่าไปแล้วพาหนะที่จอร์จใช้ไม่ใช่จักรยานยนต์แบบที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ หากแต่เป็นรถจักรยานติดตั้งเครื่องยนต์ที่สามารถใช้เท้าปั่นขับเคลื่อนรถจักรยานไปได้หากเกิดเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง
        เวลา 14.30 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 1903 จอร์จเริ่มออกเดินทางบริเวณลานน้ำพุล็อตต้า หัวมุมถนนมาร์เก็ตตัดกับเคียร์ไนย์ จุดนัดพบที่ชาวเมืองซานฟรานซิสโกรู้จักกันดี เขาใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็ขี่จักรยานยนต์ข้ามสะพานซานฟรานซิสโก และเข้าพักแรมคืนแรกบนแพที่เพื่อนเขาเป็นเจ้าของในเมืองบาล์เยโฮ
        เวลา 07.20 น. เช้าวันรุ่งขึ้น จอร์จออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เทือกเขาเนวาดา เส้นทางต่อจากนี้เป็นทางเกวียนที่ขรุขระและลาดชัน กระแสลมที่รุนแรงทำให้จอร์จตัดสินใจถอดท่อไอเสียออกเพื่อให้เครื่องยนต์มีกำลัง ในวันเดียวกันนี้เองเครื่องวัดระยะทางก็ขัดข้องไม่ทำงาน เขาจึงต้องโยนมันทิ้ง ต่อจากนี้ไปเขาจะไม่รู้ว่าเดินทางมาเป็นระยะทางเท่าไรแล้ว
        หลังจากข้ามเทือกเขาเนวาดา จอร์จก็เผชิญทะเลทราย มองไปทางไหนก็มีแต่ทรายกับพุ่มต้นเซจบรุชที่หนาแน่น ซึ่งดอกของมันถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐเนวาดา จอร์จไม่สามารถขี่จักรยานยนต์บนเส้นทางทุรกันดารแห่งนี้ได้ ทำให้ต้องลงเดินจูงจักรยานยนต์เป็นระยะทางราว 10 ไมล์ จนเขาถึงกับเอ่ยปากออกมาว่าคราวหน้าต่อให้จ้างเป็นล้านเขาก็ไม่ยอมขี่จักรยานผ่านเนวาดาอีกแล้ว

        หนทางเต็มไปด้วยขวากหนาม
        ในปี 1903 ประเทศอเมริกายังอยู่ในช่วงเตรียมการก่อสร้างถนนหนทางเชื่อมต่อระหว่างรัฐ แต่กว่าจะมีการก่อสร้างทางหลวงเชื่อมระหว่างรัฐเป็นถนนคอนกรีตก็อีก 5 ปีหลังจากนั้น ดังนั้น เส้นทางที่จอร์จใช้ในปี 1903 จึงยังคงเป็นทางเกวียนที่มีทั้งกรวดและโคลนตมตลอดเส้นทาง
        การเดินทางข้ามรัฐในสมัยนั้นมีเพียงทางเลือกเดียวคือการเดินทางด้วยรถไฟ จากข้อเท็จจริงที่ว่าทางรถไฟเป็นเส้นทางที่ตัดตรงจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่ง จึงเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด ประกอบกับทางเกวียนที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม ทำให้จอร์จตัดสินใจขี่จักรยานยนต์บนทางรถไฟแทนที่จะใช้ทางเกวียน
        นอกจากนี้แล้วเส้นทางรถไฟจะมีสถานีรับส่งเป็นระยะๆ ซึ่งจอร์จสามารถใช้เป็นที่พักแรมระหว่างการเดินทาง ดีกว่าการพักแรมข้างทางที่เสี่ยงต่อการเผชิญกับสัตว์ร้าย ซึ่งช่วงครึ่งแรกของการเดินทางจอร์จอาศัยพักแรมตามสถานีรถไฟ
        อย่างไรก็ตาม การขี่จักรยานยนต์บนเส้นทางรถไฟก็คือการขี่รถไปบนไม้หมอนรองรางรถไฟนั่นเอง เพราะสองข้างทางรถไฟไม่มีถนนหรือทางเรียบให้ขับขี่ การขี่รถเลียบทางรถไฟย่ำแย่ยิ่งกว่าการขี่บนไม้หมอนรองรถไฟ เพราะต้องเจอกับพุ่มไม้และโคลนตมตลอดเส้นทางจนรถติดหล่ม

 

       


        โทรมทั้งคนทั้งรถ
        การขี่จักรยานยนต์บนหมอนรองรางรถไฟทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายจนต้องหยุดซ่อมแซมหลายครั้ง อีกทั้งตัวจอร์จเองก็เกิดอาการเจ็บหลัง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขายังคงเดินหน้าต่อไปได้
        เมื่อเดินทางถึงเมืองออโรรา รัฐอิลลินอยส์ เครื่องยนต์เกิดขัดข้อง ทำให้จอร์จจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้โหมดจักรยาน ใช้เท้าปั่นไปจนถึงเมืองชิคาโกเพื่อสั่งซื้ออะไหล่ หลังจากนั้นต้องรออีก 5 วันกว่าที่อะไหล่เพลาข้อเหวี่ยงจะส่งมาให้ทางรถด่วน
        หลังจากซ่อมแซมรถจนใช้งานได้อีกครั้ง จอร์จก็ออกเดินทางสู่รัฐอินดีแอนา โอไฮโอ และเพนซิลเวเนีย ก่อนจะเข้าเขตนิวยอร์ก เมื่อถึงเมืองออลบานี รัฐนิวยอร์ก เครื่องยนต์ก็หยุดทำงานอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่สามารถซ่อมมันได้ ต้องใช้กำลังเท้าปั่นจักรยานเลียบหุบเขาฮัดสันจากออลบานีเข้าสู่เมืองนิวยอร์กเป็นระยะทาง 150 ไมล์ หรือราวๆ 240 กิโลเมตร
        จอร์จเดินทางถึงเมืองนิวยอร์กตอนบ่ายวันที่ 6 กรกฎาคม 1903 ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 51 วัน บนระยะทาง 3,800 ไมล์หรือราว 6,100 กิโลเมตร ได้รับการจารึกชื่อว่าเป็นบุคคลแรกที่ขี่จักรยานยนต์ข้ามทวีปอเมริกาเหนือเป็นผลสำเร็จ

        เร็วกว่ารถยนต์
        หนึ่งสัปดาห์หลังจากจอร์จออกเดินทางจากซานฟรานซิสโก นายแพทย์วัย 31 ปี โฮราติโอ เนลสัน แจ็คสัน คุยโม้กับเพื่อนๆ ว่า สามารถขับรถยนต์ข้ามทวีปจากแคลิฟอร์เนียไปยังนิวยอร์กได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นรถยนต์ยังเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ไม่มีใครรู้ถึงสมรรถนะดีเท่าไรนัก อีกทั้งถนนหนทางก็ไม่ดี
        พวกเขาลงเดิมพันกัน 50 ดอลลาร์ พนันกันว่าโฮราติโอไม่สามารถขับรถยนต์ข้ามทวีปสำเร็จ โฮราติโอรับคำท้า ขับรถออกจากซานฟรานซิสโกในวันที่ 23 พฤษภาคม 1903 โดยว่าจ้างช่างเครื่องคนหนึ่งให้เดินทางไปเป็นเพื่อนเนื่องจากเขาซ่อมรถไม่เป็น พร้อมกับสุนัขคู่ใจพันธุ์พิตบูล
        โฮราติโอใช้เส้นทางใกล้เคียงกับที่จอร์จใช้ เพียงแต่เขาไม่ได้ขับรถบนเส้นทางรถไฟ โฮราติโอเดินทางถึงเมืองนิวยอร์กในวันที่ 26 กรกฎาคม 1903 หรือใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 63 วัน ซึ่งช้ากว่าจอร์จ 12 วัน อย่างไรก็ตาม จอร์จกล่าวถึงการเดินทางในครั้งนั้นว่า ไม่ใช่การเดินทางที่สนุกสนานหรือน่ารื่นรมย์เลยแม้แต่น้อย

       

 

         

 

       

 

       

วันที่ 11 ก.ย. 2560